ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

(Engineered Wood) จาก K.S. WOOD

(Engineered Wood)
จาก K.S. WOOD

แตกต่างอย่างมีระดับ ด้วยความงดงามของไม้จริง ในมาตรฐานการออกแบบระดับพรีเมียม พื้นไม้เอ็นจิเนียร์จาก K.S. WOOD ถ่ายทอดเสน่ห์ของลายไม้ธรรมชาติอย่างประณีต ผสานเข้ากับโครงสร้างไม้เอ็นจิเนียร์ที่แข็งแรงและเสถียร ออกแบบมาเพื่อบ้านยุคใหม่และงานสถาปัตยกรรมที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด ความเรียบหรู และคุณภาพในระยะยาว ให้ผิวสัมผัสอบอุ่น สบายเท้า และงดงามเหนือกาลเวลา เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัยระดับพรีเมียม คอนโดมิเนียมหรู และโครงการเชิงพาณิชย์ที่ต้องการภาพลักษณ์เหนือระดับ พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ K.S. WOOD รองรับน้ำหนักได้ดี ใช้งานภายในได้อย่างมั่นใจ ดูแลรักษาง่าย และช่วยยกระดับบรรยากาศภายในให้หรูหราอย่างมีรสนิยม พร้อมการรับประกันคุณภาพสูงสุด 5 ปี

FEATURE

จุดเด่นผลิตภัณฑ์

OUR CERTIFICATES

ระบบมาตรฐานคุณภาพ

PRODUCTS

Indoor Interior

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ K.S. WOOD รุ่น The Big Plank หน้ากว้าง 8 นิ้ว 3,550/ตร.ม.

Price range: ฿3,550.00 through ฿5,350.00

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ K.S. WOOD รุ่น A LA CARTE หน้ากว้าง 5 นิ้ว 2,250/ตร.ม.

Price range: ฿2,450.00 through ฿3,250.00

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ K.S. WOOD รุ่น A LA CARTE หน้ากว้าง 5 นิ้ว 2,250/ตร.ม.

Price range: ฿2,450.00 through ฿3,250.00

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ K.S. WOOD รุ่น The Big Plank หน้ากว้าง 8 นิ้ว 3,550/ตร.ม.

Price range: ฿3,550.00 through ฿5,350.00

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ Engineered Wood คืออะไร?

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ Engineered Wood คืออะไร?

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ คือวัสดุปูพื้นที่ผลิตจากไม้จริงคุณภาพสูง ซึ่งผ่านกระบวนการผลิตแบบโครงสร้างหลายชั้น (Engineered Structure) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดปัญหาการยืดหดตัวของไม้เมื่ออุณหภูมิและความชื้นเปลี่ยนแปลง พื้นไม้เอ็นจิเนียร์จึงให้ผิวสัมผัสและความสวยงามใกล้เคียงไม้จริงแบบ Solid Wood แต่มีความเสถียรในการใช้งานมากกว่า และมีราคาที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ไม้เนื้อแข็งปิดผิวด้านหลังร่วมกับการพ่น Oil Paint ช่วยป้องกันความชื้นไม่ให้ซึมเข้าสู่ชั้น Core Board และลดโอกาสการเกิดเชื้อรา ทำให้พื้นไม้เอ็นจิเนียร์เหมาะสำหรับการใช้งานภายในอาคาร และสามารถใช้งานได้ดีในสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งพื้นที่แห้งและพื้นที่ที่มีความชื้น เช่น บ้านพักอาศัยและคอนโดมิเนียม

โครงสร้างของพื้นไม้เอ็นจิเนียร์

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ถูกออกแบบด้วยโครงสร้างไม้หลายชั้น (Multi-layer Structure) เพื่อผสาน ความสวยงามแบบไม้จริง เข้ากับ ความแข็งแรงและความเสถียรของโครงสร้าง

ชั้นผิวหน้าไม้จริง (Top Layer / Veneer Layer)

ชั้นผิวหน้าไม้จริง
(Top Layer / Veneer Layer)

ชั้นผิวหน้าไม้จริง (Top Layer / Veneer Layer) ใช้ ไม้จริงคัดพิเศษ ความหนาประมาณ 2–3 มม. เลือกเฉพาะไม้คุณภาพสูง เพื่อให้ได้ลวดลายไม้ธรรมชาติสวยงาม เคลือบผิวด้วย UV Oil หรือ UV Lacquer สูงสุด 9 ชั้น เสริมความแข็งแรงของผิวหน้าด้วย Aluminium Oxide (Al₂O₃) ช่วยป้องกันรอยขีดข่วน ลดการสึกหรอ และยืดอายุการใช้งาน

ชั้นรองรับแรง (Intermediate Layer) เป็นชั้นไม้เนื้อแข็งอัดพิเศษ

ชั้นรองรับแรง
(Intermediate Layer)
เป็นชั้นไม้เนื้อแข็งอัดพิเศษ

ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่าง ชั้นผิวหน้าไม้จริง และ ชั้นแกนกลาง ช่วยกระจายแรงกด ลดแรงกระแทก และเพิ่มความมั่นคงของแผ่นบันได

ชั้นแกนกลาง (Core Board – Multi Layers)

ชั้นแกนกลาง
(Core Board – Multi Layers)

ทำจาก ไม้เนื้อแข็งอัดหลายชั้น วางสลับแนวเสี้ยนไม้ แบ่งเป็นการวางแนว แนวนอนและแนวตั้ง เพื่อ: ลดการยืด–หดตัวของไม้ ป้องกันการโก่ง บิด หรือแตกร้าว เป็นหัวใจหลักที่ทำให้บันไดไม้เอ็นจิเนียร์แข็งแรงกว่าไม้จริงทั้งชิ้น

ชั้นฐานล่าง (Backing Layer)

เป็นไม้เนื้อแข็งเคลือบ Oil Paint ทำหน้าที่ป้องกันความชื้นจากด้านล่าง ช่วยรักษาสมดุลของโครงสร้าง และยืดอายุการใช้งานของชั้นแกนกลาง

วิธีการเลือกพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ให้เหมาะกับบ้าน

การเลือกไม้เอ็นจิเนียร์ให้เหมาะกับบ้านจึงควรพิจารณาหลายปัจจัย เพื่อให้ได้ทั้งความสวยงาม การใช้งานที่เหมาะสม และความคุ้มค่าในระยะยาว

1. เลือกให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานของพื้นที่

ก่อนอื่นควรพิจารณาว่าจะติดตั้งพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ในพื้นที่ใด พื้นที่ที่มีการใช้งานบ่อย ควรเลือกพื้นไม้ที่มีชั้นผิวหน้า (Wear Layer) หนาพอ เพื่อทนต่อรอยขีดข่วนและการใช้งานในชีวิตประจำวัน

2. พิจารณาความหนาของชั้นไม้จริง (Wear Layer)

2. พิจารณาความหนาของชั้นไม้จริง
(Wear Layer)

ความหนาของชั้นไม้จริงเป็นหัวใจสำคัญของไม้เอ็นจิเนียร์ ชั้นผิวที่หนามากขึ้น ช่วยเพิ่มอายุการใช้งาน สามารถขัดทำสีใหม่ได้ในอนาคต เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการใช้งานยาวนานและคงความสวยงามเหมือนไม้จริง

3. เลือกโครงสร้างที่เหมาะกับสภาพอากาศ

ไม้เอ็นจิเนียร์ที่ดีควรมีโครงสร้างหลายชั้น (Multi-layer Structure) เพื่อช่วยลดการยืดหดตัวของไม้เมื่ออุณหภูมิและความชื้นเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะบ้านในสภาพอากาศร้อนชื้น ควรเลือกไม้เอ็นจิเนียร์ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับภูมิอากาศเมืองร้อนโดยเฉพาะ

4. เลือกชนิดและลวดลายไม้ให้เข้ากับสไตล์บ้าน

ไม้เอ็นจิเนียร์มีให้เลือกหลากหลายชนิดไม้และโทนสี โทนอ่อน ช่วยให้บ้านดูโปร่ง สบาย โทนเข้ม เพิ่มความหรูหราและอบอุ่น ควรเลือกให้สอดคล้องกับสไตล์การตกแต่ง เช่น Modern, Minimal, Classic หรือ Luxury

5. ระบบการติดตั้งและความสะดวกในการใช้งาน

ควรติดตั้งโดยทีมช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้ได้คุณภาพงานที่ได้มาตรฐาน ทั้งความเรียบร้อย ความแข็งแรง และอายุการใช้งานในระยะยาว

6. คุณภาพการผลิตและการรับประกัน

เลือกไม้เอ็นจิเนียร์จากผู้จัดจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐานการผลิตชัดเจน และมีการรับประกันสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและการใช้งานในระยะยาว

ขั้นตอนการติดตั้งพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood)

1. เลือกให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานของพื้นที่

ทำความสะอาดพื้นผิวให้ปราศจากฝุ่นและสิ่งสกปรก พื้นปูนต้องเรียบ มีค่าความคลาดเคลื่อน (Error) ไม่เกิน ±3 มม. ค่าความชื้นของพื้นปูนต้องไม่เกิน 14% เพื่อป้องกันปัญหาความชื้นในระยะยาว

วิธีการติดตั้ง

ปูแผ่นฟิล์มกันความชื้นบนพื้น ปูแผ่นไม้อัดสลับแนวแบบฟันปลา เพื่อทำเป็น Subfloor เริ่มปูไม้แผ่นแรก โดยเว้นระยะขอบระหว่างพื้นกับผนังโดยรอบประมาณ 5–10 มม. ทากาวลาเท็กซ์ที่ด้านหลังแผ่นไม้ ยิงแม็กยึดที่ลิ้นไม้ และทากาวบริเวณลิ้นไม้ ติดตั้งไม้เอ็นจิเนียร์ตามแพทเทิร์นที่กำหนดอย่างต่อเนื่องจนเต็มพื้นที่ ติดตั้งบัวและตัวจบงาน เพื่อความเรียบร้อยและความสวยงาม

Why Choose Us ?

ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงและผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย
เพื่อให้ได้ไม้เทียมที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศทั้งในร่มและกลางแจ้ง
ไม่ว่าจะเป็นฝน แดด หรือความชื้น ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกพื้นที่

ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม้เทียมของเราไม่เพียงแต่ผลิต
จากวัสดุรีไซเคิลเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า จึงเป็นตัวเลือก
ที่เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไม้เทียมของ KSwood ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว
ด้วยระบบล็อคที่มีประสิทธิภาพ ลดเวลาในการติดตั้งและค่าแรง
ทำให้ลูกค้าประหยัดทั้งเงินและเวลา

มอบความมั่นใจให้ลูกค้าด้วยการรับประกันสินค้าในระยะยาว
แสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และช่วยให้ลูกค้ามั่นใจในการเลือกใช้สินค้า

ไม่เพียงแต่ใส่ใจในคุณภาพสินค้า แต่ยังใส่ใจในบริการหลังการขาย ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ
ที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว

บริษัทชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และตกแต่งภายใน
ได้เลือกใช้ไม้เทียมของ KSwood ในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะในโครงการที่ต้องการสร้าง
ความประทับใจให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า

วิธีการเลือกไม้เอ็นจิเนียร์ให้เหมาะกับบ้านของคุณ

วิธีการเลือกไม้เอ็นจิเนียร์ให้เหมาะกับบ้านของคุณ

  1. เลือกตามประเภทของพื้นผิว
    ไม้พื้นเอ็นจิเนียร์ (พื้นไม้ engineering wood) มีหลายแบบ ทั้งแบบด้าน กึ่งเงา และเงาสูง ควรเลือกให้เหมาะกับสไตล์การตกแต่งของบ้าน

  2. พิจารณาความหนา
    ความหนาของไม้เอ็นจิเนียร์มีผลต่อความทนทาน ควรเลือกความหนา
    ที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน

  3. เลือกสีและลวดลายที่เข้ากับบรรยากาศของบ้าน
    ไม้เอ็นจิเนียร์มีสีและลายไม้ที่หลากหลาย
    เลือกโทนสีที่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์และผนังของบ้าน

  4. ตรวจสอบคุณภาพของชั้นเคลือบผิว
    การเคลือบผิวที่ดีช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการใช้งานในระยะยาว

สถานที่ที่เหมาะกับการใช้ไม้เอ็นจิเนียร์

  1. ห้องนั่งเล่น – เพิ่มความอบอุ่นและความหรูหราให้กับพื้นที่ส่วนรวมของบ้าน
  2. ห้องนอน – สร้างบรรยากาศที่สบาย และผ่อนคลาย
  3. โถงทางเดิน – ใช้ไม้เอ็นจิเนียร์ที่มีความทนทานสูงเพื่อลดการสึกหรอจากการเดิน
  4. ห้องทำงาน – เพิ่มสไตล์ที่เป็นมืออาชีพและดูหรูหรา

ขั้นตอนการติดตั้งพื้นไม้เอ็นจิเนียร์

การติดตั้งไม้เอ็นจิเนียร์มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบ ลอยตัว แบบใช้กาว แบบมี Subfloor ซึ่งการติดตั้งแต่ละรูปแบบ
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน รวมถึงวัสดุที่ใช้ในการ รองพื้น ก็ต่างกันไป เช่น โฟม ฟิล์ม ไม้อัด
ซีเมนต์บอร์ดโดยทั่วไปขั้นตอนในการติดตั้ง จะมีขั้นตอนที่คล้ายกันดังนี้

วิธีการติดตั้ง

การเตรียมพื้นผิวก่อนการติดตั้ง ให้ทำความสะอาดพื้นก่อนการติดตั้ง
พื้นปูนต้องเรียบ ค่า eror (+/-) ไม่เกิน 3 mm. ค่าความชื้นของพื้นปูนต้องไม่เกิน 14%

  1. ปูแผ่นฟิล์มที่พื้นเพื่อป้องกันความชื้น ตามด้วยปูแผ่นไม้อัดสลับเป็นฟันปลา เพื่อเป็น Subfloor
  2. เริ่มปูไม้แผ่นแรก โดยต้องเว้นระยะขอบระหว่างพื้นกับผนังโดยรอบประมาณ 5-10 มม.
  3. ทากาวลาเท็กลงไปที่หลังไม้ ยิงแม็กลงที่ลิ้นไม้ และท่ากาวที่ลิ้นไม้
  4. ค่อยๆ ติดตั้งไม้เอ็นจิเนียร์ตามแพทเทิร์นไปเรื่อยๆ จนครบ
  5. ติดตั้งบัวตัวจบ เพื่อความสวยงามและเรียบร้อย

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • การปูแบบลอยตัว – เป็นการติดตั้งที่ง่ายและรวดเร็ว เหมาะกับพื้นที่แห้งและเรียบ
  • การปูแบบติดกาว PU – ทำให้พื้นแน่นและมั่นคงแข็งแรงทนทาน
  • การปูแบบรองโฟม – เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการลดเสียง
  • การปูแบบลายก้างปลา – ต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง

การดูแลรักษาไม้เอ็นจิเนียร์

1. การทำความสะอาด การดูแลพื้นไม้เอ็นจิเนียร์
กวาดพื้นเป็นประจำ: ใช้ไม้กวาดขนอ่อนหรือเครื่องดูดฝุ่นที่ไม่มีหัวแปรงแข็ง เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนบนพื้นผิว
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ: ทำความสะอาดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำหมาดๆ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมากเกินไปเพราะอาจทำให้ไม้บวม
หลีกเลี่ยงสารเคมีแรงๆ: ห้ามใช้สารทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เช่น น้ำยาฟอกขาว หรือแอลกอฮอล์เข้มข้น เพราะอาจทำลายชั้นป้องกันของไม้

แนะนำ KSCLEAN MULTIPURPOSE CLEANER น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ที่ทำความสะอาดได้ทุกพื้นผิว

2. การป้องกันรอยขีดข่วนและแรงกระแทก
ติดตั้งแผ่นกันรอยใต้เฟอร์นิเจอร์: ควรติดตั้งแผ่นรองใต้ขาโต๊ะ เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เพื่อลดแรงเสียดทาน
หลีกเลี่ยงการเดินด้วยรองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าที่มีกรวดติดอยู่: อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย
ใช้พรมหรือแผ่นรองพื้น: วางพรมในบริเวณที่มีการเดินผ่านบ่อย เช่น ทางเข้า เพื่อช่วยลดแรงเสียดสี

3. การป้องกันความชื้นและอุณหภูมิ
ควรควบคุมระดับความชื้นในห้อง: ไม้เอ็นจิเนียร์ไม่ควรโดนความชื้นสูงเกินไป ควรรักษาระดับความชื้นไว้ที่ประมาณ 40-60%
หลีกเลี่ยงการโดนน้ำเป็นเวลานาน: หากมีน้ำหก ควรรีบเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุด
ป้องกันการโดนแสงแดดโดยตรง: ใช้ผ้าม่านหรือมู่ลี่เพื่อช่วยลดแสงแดดที่ส่องโดยตรงมาที่พื้น ซึ่งอาจทำให้สีของไม้ซีดจางได้

4. การบำรุงรักษาและซ่อมแซมพื้นไม้เอ็นจิเนียร์
เคลือบพื้นใหม่เมื่อจำเป็น: หากพบว่าชั้นป้องกันเริ่มเสื่อม ควรเคลือบแล็กเกอร์หรือโพลียูรีเทนใหม่
ซ่อมรอยขีดข่วนเล็กๆ ได้ด้วยดินสอซ่อมไม้: หากเป็นรอยตื้นๆ สามารถใช้ดินสอซ่อมสีไม้แต้มบริเวณที่เป็นรอยได้
เปลี่ยนไม้เฉพาะส่วนที่เสียหาย: ในกรณีที่พื้นไม้เอ็นจิเนียร์มีความเสียหายมาก อาจต้องเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่เสียหายแทนการรื้อทั้งพื้น

5. ข้อควรระวังในการดูแลรักษา
ห้ามใช้เครื่องไอน้ำในการทำความสะอาด เพราะไอน้ำอาจแทรกซึมเข้าไปในเนื้อไม้และทำให้เกิดความเสียหาย
หลีกเลี่ยงการใช้ผงซักฟอกที่มีสารเคมีรุนแรง เพราะอาจทำให้สีของไม้ซีดลง
ไม่ควรลากเฟอร์นิเจอร์โดยตรงบนพื้น ควรยกขึ้นเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน

คำถามที่พบบ่อย

ไม้เอ็นจิเนียร์แตกต่างจากไม้ลามิเนตอย่างไร?

วัสดุและการผลิต ที่ต่างกันชัดเจน ไม้เอ็นจิเนียร์ ผลิตจากไม้จริงเต็มแผ่นหลายชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นไม้จริงที่เป็นไม้ที่มีมูลค่าสูง
ในชั้นรองลงมาจะเป็นไม้จริงที่เป็นกลุ่มไม้ป่าปลูกที่มีมูลค่าที่น้อยกว่า ในบางแบรนด์อาจรองด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือ ไม้คอร์ก ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งาน
ไม้ลามิเนตผลิตจากเศษไม้บดอัดผสมกาว แล้วเคลือบด้วยกระดาษลายไม้ที่พิมพ์สี จากนั้นเคลือบผิวหน้าด้วยสารเมลามีนเรซิน ทำให้ความทนทานน้อยกว่าไม้เอ็นจิเนียร์
ไม้ลามิเนตไม่ทนต่อความชื้น หากโดนน้ำเป็นเวลานาน อาจบวมหรือพังได้ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าไม้เอ็นจิเนียร์อาจเป็นทางเลือกสำหรับงานตกแต่งพื้นที่จำกัดเรื่องงบประมาณ

วัสดุและการผลิต ที่ต่างกันชัดเจน ไม้เอ็นจิเนียร์ ผลิตจากไม้จริงเต็มแผ่นหลายชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นไม้จริงที่เป็นไม้ที่มีมูลค่าสูงในชั้นรองลงมาจะเป็นไม้จริงที่เป็นกลุ่มไม้ป่าปลูกที่มีมูลค่าที่น้อยกว่า ในบางแบรนด์อาจรองด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือ ไม้คอร์ก ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งานไม้ลามิเนตผลิตจากเศษไม้บดอัดผสมกาว แล้วเคลือบด้วยกระดาษลายไม้ที่พิมพ์สี จากนั้นเคลือบผิวหน้าด้วยสารเมลามีนเรซิน ทำให้ความทนทานน้อยกว่าไม้เอ็นจิเนียร์ ไม้ลามิเนตไม่ทนต่อความชื้น หากโดนน้ำเป็นเวลานาน อาจบวมหรือพังได้ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าไม้เอ็นจิเนียร์อาจเป็นทางเลือกสำหรับงานตกแต่งพื้นที่จำกัดเรื่องงบประมาณ

อายุเฉลี่ยของการใช้งานไม้เอ็นจิเนียร์ จะอยู่ที่ 10-30 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น
คุณภาพของไม้เอ็นจิเนียร์ ที่มีคุณภาพสูงและผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า
การติดตั้งที่เหมาะสมและถูกต้อง การดูแลรักษา การทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันความชื้น
จัดสภาพแวดล้อมให้มีอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสม ย่อมมีผลต่ออายุการใช้งานของไม้เอ็นจิเนียร์

อายุเฉลี่ยของการใช้งานไม้เอ็นจิเนียร์ จะอยู่ที่ 10-30 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น คุณภาพของไม้เอ็นจิเนียร์ ที่มีคุณภาพสูงและผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าการติดตั้งที่เหมาะสมและถูกต้อง การดูแลรักษา การทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันความชื้น จัดสภาพแวดล้อมให้มีอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสม ย่อมมีผลต่ออายุการใช้งานของไม้เอ็นจิเนียร์

สามารถขัดได้ แต่จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไม้จริง (โดยทั่วไป 1-2 ครั้ง)
หากต้องการขัดและทำสีใหม่ ควรตรวจสอบความหนาของผิวไม้ชั้นบนว่ามีความหนาเท่าไหร่ เช่น 3 mm.
และควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญด้านการขัดไม้และทำสี ที่มีอุปกรณ์ที่ครบถ้วน
โดยทั่วไป การขัดและทำสีใหม่ไม้เอ็นจิเนียร์อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการเปลี่ยนพื้นใหม่ หากชั้นผิวหน้าไม้บางมาก

สามารถขัดได้ แต่จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไม้จริง (โดยทั่วไป 1-2 ครั้ง)
หากต้องการขัดและทำสีใหม่ ควรตรวจสอบความหนาของผิวไม้ชั้นบนว่ามีความหนาเท่าไหร่ เช่น 3 mm. และควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญด้านการขัดไม้และทำสี ที่มีอุปกรณ์ที่ครบถ้วน โดยทั่วไปการขัดและทำสีใหม่ไม้เอ็นจิเนียร์อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการเปลี่ยนพื้นใหม่ หากชั้นผิวหน้าไม้บางมาก

โดยทั่วไปแล้ว ไม้เอ็นจิเนียร์ส่วนใหญ่สามารถป้องกันปลวกได้ เนื่องจากในกระบวนการผลิตมีการอัดน้ำยากันปลวกเข้าไปในเนื้อไม้
ทำให้ปลวกไม่สามารถกินเนื้อไม้ได้ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพและระยะเวลาในการป้องกันปลวกอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ
กระบวนการผลิต คุณภาพและความเข้มข้นของน้ำยา อย่างไรก็ตามไม้เอ็นจิเนียร์เป็นวัสดุที่ผลิตมาจากไม้จริง การอัดน้ำยาป้องกันปลวก
ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ 100% หากมีปลวกในปริมาณมาก ก็อาจทำให้ไม้เอ็นจิเนียร์เสียหายได้

โดยทั่วไปแล้ว ไม้เอ็นจิเนียร์ส่วนใหญ่สามารถป้องกันปลวกได้ เนื่องจากในกระบวนการผลิตมีการอัดน้ำยากันปลวกเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้ปลวกไม่สามารถกินเนื้อไม้ได้ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพและระยะเวลาในการป้องกันปลวกอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต คุณภาพและความเข้มข้นของน้ำยา อย่างไรก็ตามไม้เอ็นจิเนียร์เป็นวัสดุที่ผลิตมาจากไม้จริง การอัดน้ำยาป้องกันปลวกไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ 100% หากมีปลวกในปริมาณมาก ก็อาจทำให้ไม้เอ็นจิเนียร์เสียหายได้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save