ติดต่อ K.S. WOOD ทาง LINE

LINE

@kswood

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

ไม้ลามิเนต vs ไม้เอ็นจิเนียร์ ต่างกันอย่างไร?พร้อมข้อดี-ข้อเสียที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อ

ไม้ลามิเนตกับไม้เอ็นจิเนียร์ต่างกันอย่างไร?

K.S. WOOD จะสรุปความแตกต่างแบบเข้าใจง่าย พร้อมเปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ราคา ความทนชื้น ความทนรอยขีดข่วน และความเหมาะสมในการใช้งานจริง เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกพื้นไม้ที่เหมาะกับบ้านของคุณมากที่สุด

ไม้ลามิเนตคืออะไร (Laminate)

ไม้ลามิเนต

ไม้ลามิเนต (Laminate) คือ วัสดุสังเคราะห์ที่นำเศษไม้หรือเส้นใยไม้มาบดอัดรวมกับกาวเรซิ่น แล้วผ่านกระบวนการบีบอัดด้วยความร้อนและแรงดันสูงจนเป็นแผ่น โดยมีการปิดทับผิวหน้าด้วยฟิล์มลายไม้ธรรมชาติ นิยมนำมาใช้เป็นวัสดุปูพื้นและปิดผิวเฟอร์นิเจอร์

1.โครงสร้างของไม้ลามิเนต

  • ชั้นเคลือบผิว (Overlay): ชั้นบนสุดที่เคลือบสารเรซิ่นเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน แรงกระแทก และการสึกหรอ
  • ชั้นลวดลาย (Decorative Layer): แผ่นฟิล์มพิมพ์ลายที่จำลองสีและลวดลายของไม้จริงหรือวัสดุอื่นๆ
  • ชั้นแกนกลาง (HDF Core): แกนกลางที่ทำจากแผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นสูง ช่วยรองรับน้ำหนัก
  • ชั้นฐาน (Backing): ชั้นล่างสุดช่วยปรับสมดุลแผ่นไม้ ป้องกันการโก่งตัว และต้านความชื้น

2.จุดเด่น

    • ให้ความสวยงามและสัมผัสที่ใกล้เคียงไม้ธรรมชาติ
    • ราคาประหยัดกว่าเมื่อเทียบกับไม้จริง
    • ดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่าย
    • ติดตั้งได้สะดวกรวดเร็วด้วยระบบคลิกล็อกโดยไม่ต้องใช้กาว

3.ข้อจำกัด

  • ไม่กันน้ำ 100% หากแช่น้ำหรือมีความชื้นสูงต่อเนื่องอาจทำให้บวมและเสียหายได้
  • ซ่อมแซมจุดที่เสียหายได้ยาก (มักต้องรื้อเปลี่ยนแผ่นใหม่ทดแทน)

ไม้เอ็นจิเนียร์

ไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood) คืออะไร

คือไม้ที่ผลิตขึ้นโดยการนำไม้จริงมาผ่านกระบวนการทางวิศวกรรม โดยประกบวัสดุไม้เป็นชั้นๆ ชั้นบนสุดเป็นแผ่นไม้จริง (Veneer) เพื่อให้ได้ความสวยงาม และชั้นแกนกลางทำจากไม้อัดซ้อนทับกันหลายชั้นเพื่อลดการยืดหดตัว

1.โครงสร้างของไม้

  • ชั้นผิวหน้า (Top Layer): เป็นไม้จริงแท้คัดเกรด เช่น ไม้โอ๊ค หรือไม้สัก ความหนาประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ให้ลวดลายและสัมผัสแบบธรรมชาติ
  • ชั้นแกนกลางและฐาน (Core & Backing Layer): ทำจากไม้จริงแข็งปานกลางวางเสี้ยนไม้สลับทิศทางกันเรียกว่าMulti-Layer ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนต่อแรงกระแทก พื้นไม้เอ็นจิเนียร์Multi-Layer 9ชั้น จะแข็งแรงที่สุดและช่วยแก้ปัญหาการบิดโก่งหรือยืดหดตัวของไม้จริงเต็มแผ่นได้ดี

2.จุดเด่นที่สำคัญ

    • ให้สัมผัสเป็นธรรมชาติ: เดินสบายเท้าและให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนไม้จริงทุกประการ
    • เสถียรภาพสูง: ทนต่อความชื้นและอุณหภูมิได้ดีกว่าไม้จริงทั้งแผ่น (Solid Wood) ทำให้ไม่ค่อยเกิดปัญหาไม้โก่ง หด หรือบิดงอ
    • ขัดทำสีใหม่ได้: หากผ่านการใช้งานไปนานๆ แล้วเป็นรอยขีดข่วน สามารถขัดผิวหน้าและทำสีใหม่ได้ห2-3 ครั้ง(ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไม้จริง)

3.ข้อจำกัด

  • ความทนทานต่อความชื้น: แม้จะทนชื้นได้ดีกว่าไม้จริง แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่เปียกน้ำตลอดเวลา เช่น ห้องน้ำ หรือการโดนแดดโดนฝนโดยตรง อาจทำให้บวมหรือหลุดร่อนได้
  • การดูแลรักษา: ไม่ควรทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำถูจนชุ่ม ควรใช้ผ้าบิดหมาดเช็ดแทน

ดูรายละเอียดสินค้าพื้นไม้เอ็นจิเนียร์เพิ่มเติม >> A La Carte พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

ไม้ลามิเนต Vs พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ แท้จริงแล้ว ต่างกันอย่างไร?

ไม้ลามิเนต และ ไม้เอ็นจิเนียร์ ต่างกันที่ โครงสร้าง และ วัสดุผิวหน้า ลามิเนตเป็นไม้สังเคราะห์ที่ปิดผิวด้วยลายพิมพ์ ราคาประหยัดและทนรอยขีดข่วนได้ดี ส่วนไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineering Wood) เป็นไม้จริงอัดซ้อนทับกันหลายชั้นและปิดหน้าด้วยไม้จริง ทำให้ได้สัมผัสและลวดลายที่เป็นธรรมชาติ สวยงามแต่ราคาสูงกว่า

 

 

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์
ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาที่ใช้พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

เปรียบเทียบไม้ลามิเนต vs ไม้เอ็นจิเนียร์ ต่างกันยังไง แบบละเอียด

หลายคนเข้าใจว่าไม้ลามิเนตและไม้เอ็นจิเนียร์มีหน้าตาคล้ายกันจนสามารถใช้แทนกันได้ แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองวัสดุมีความแตกต่างกันตั้งแต่โครงสร้าง วัสดุที่ใช้ผลิต อายุการใช้งาน ไปจนถึงประสบการณ์การใช้งานจริง หากกำลังตัดสินใจเลือกวัสดุปูพื้นสำหรับบ้าน ตารางด้านล่างจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หัวข้อเปรียบเทียบไม้ลามิเนต (Laminate Flooring)ไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood Flooring)
โครงสร้างแกนกลางผลิตจากแผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นสูง (HDF) ปิดผิวด้วยกระดาษลายไม้และชั้นเมลามีนผิวหน้าเป็นไม้จริง หนาโดยทั่วไปประมาณ 2–4 มม. ส่วนแกนกลางเป็นไม้หลายชั้นวางสลับเสี้ยน (Cross-ply) เพื่อเพิ่มความเสถียร
ลวดลายและผิวสัมผัสลายไม้พิมพ์ด้วยระบบดิจิทัล จึงมีลายซ้ำทุกหลายแผ่น แม้บางรุ่นจะใช้เทคโนโลยี EIR เพื่อเพิ่มความสมจริง แต่ยังไม่ใช่ไม้จริงผิวหน้าเป็นไม้ธรรมชาติ ทำให้แต่ละแผ่นมีลวดลายและสีแตกต่างกัน ให้สัมผัสและความรู้สึกเหมือนไม้จริง
ความทนทานต่อรอยขีดข่วนทนรอยขีดข่วนและแรงกดทับได้ดี เหมาะกับพื้นที่ใช้งานหนักผิวหน้าเป็นไม้จริง จึงอาจเกิดรอยขีดข่วนหรือรอยบุบได้ง่ายกว่าบางรุ่นจะมีเคลือบ UV ถึง9ชั้นทำได้ทนรอยได้ดีกว่า
ความทนความชื้นไม่เหมาะกับน้ำขังเป็นเวลานาน หากความชื้นซึมเข้าสู่แกน HDF อาจเกิดการบวมทนความชื้นและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดีกว่า เพราะโครงสร้างหลายชั้นช่วยลดการยืดหดตัวบางรุ่นใช้กาว WBP ที่ทนความชื่นได้สูง
การซ่อมแซมไม่สามารถขัดหรือทำสีใหม่ได้ เมื่อผิวหน้าเสียหายมักต้องเปลี่ยนแผ่นรุ่นที่มีผิวหน้าไม้จริงหนาเพียงพอสามารถขัดและเคลือบผิวใหม่ได้ 2-3ครั้ง ช่วยยืดอายุการใช้งาน
อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยประมาณ 10–15 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพและการใช้งานโดยทั่วไป 20–30 ปี หรือมากกว่านั้น หากติดตั้งและดูแลอย่างเหมาะสม
ราคาราคาประหยัด เหมาะกับผู้ที่มีงบจำกัดราคาสูงกว่า แต่ให้ความสวยงามและมูลค่าในระยะยาว
การติดตั้งติดตั้งง่ายด้วยระบบ ใช้เวลาน้อยควรติดตั้งโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้พื้นเรียบ แข็งแรง และยืดอายุการใช้งาน

วิเคราะห์ความแตกต่างที่สำคัญ

1. โครงสร้างคือปัจจัยที่ทำให้คุณสมบัติต่างกัน

แม้พื้นทั้งสองชนิดจะดูคล้ายกัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่โครงสร้างภายใน ไม้ลามิเนตใช้แผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นสูง (HDF) เป็นแกนกลางและปิดผิวด้วยลายไม้สังเคราะห์ ขณะที่ไม้เอ็นจิเนียร์ใช้ผิวหน้าเป็นไม้จริงและเสริมความแข็งแรงด้วยโครงสร้างไม้หลายชั้น ทำให้มีความคงตัวสูงและลดการยืดหดจากสภาพอากาศได้ดีกว่า

2. ความสวยงามและสัมผัสที่แตกต่าง

ไม้ลามิเนตในปัจจุบันสามารถผลิตลายไม้ได้สมจริงมาก โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Embossed in Register (EIR) ซึ่งทำให้ลายนูนตรงกับลายพิมพ์ อย่างไรก็ตาม ผิวสัมผัสยังคงแตกต่างจากไม้จริง

ในขณะที่ไม้เอ็นจิเนียร์มีผิวหน้าเป็นไม้ธรรมชาติ จึงให้ลวดลายที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละแผ่น พร้อมสัมผัสและมิติของเนื้อไม้จริง เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการความหรูหราและงานตกแต่งระดับพรีเมียม

3. หากบ้านมีความชื้น ควรเลือกแบบไหน?

สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ไม้เอ็นจิเนียร์มักมีความได้เปรียบ เนื่องจากโครงสร้างไม้หลายชั้นช่วยลดการขยายและหดตัวจากอุณหภูมิและความชื้นได้ดีกว่าไม้ลามิเนต อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพื้นชนิดใด ก็ควรหลีกเลี่ยงน้ำขังเป็นเวลานานเพื่อยืดอายุการใช้งาน

4. ความคุ้มค่าในระยะยาว

หากพิจารณาเฉพาะงบประมาณเริ่มต้น ไม้ลามิเนตเป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่า แต่หากมองในระยะยาว ทั้งด้านอายุการใช้งาน ความสามารถในการซ่อมแซม และมูลค่าของวัสดุ ไม้เอ็นจิเนียร์มักให้ความคุ้มค่ามากกว่า โดยเฉพาะในบ้านพักอาศัยระดับกลางถึงพรีเมียม


VDOเจาะลึกวิธีเลือกซื้อพื้นไม้เอ็นจิเนียร์

วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ให้ดูเหมือนใหม่

share :
Facebook
LinkedIn
X

Related NEWS & IDEA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save